ครั้งหนึ่งใน "หลวงพระบาง"
สนใจจะไปเที่ยวจอง
คลิก
แม้ลาวจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านและใช้ภาษาที่คุยกันรู้เรื่องแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสได้ไปบ่อยนัก
แทบนับครั้งได้เลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยู่ใกล้กันเลยคิดว่าเมื่อไหร่ก็ไปได้
อันที่จริงลาวมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย
แต่อย่างที่รู้กันการปกครองที่แตกต่างทำให้สองประเทศนี้ห่างเหินกัน
ปัจจุบัน การคมนาคมสะดวกนักเดินทางจำนวนมากมุ่งสู่ประเทศนี้ ซึ่งไปได้หลายเส้นทาง ที่นิยมกันมากก็คือจุดผ่านแดนที่ จ. หนองคาย และอีกไม่นานสะพานข้ามน้ำโขงที่
จ.มุกดาหาร เสร็จ คนไทยกับคนลาวคงสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นขึ้น
"หลวงพระบาง" นั้นเป็นอดีตราชธานีของอาณาจักรล้านช้าง
อายุกว่า 1,200 ปีเป็นเมืองที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกของโลก เช่นเดียวกับสุโขทัย ฮอยอัน ในประเทศเวียดนาม และเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา
ช่วงนั่งเครื่องเหนือน่านฟ้าสามารถรับรู้ได้ว่าฝั่งไหนเป็นฝั่งไทย
ฝั่งไหนเป็นฝั่งลาวเพราะฝั่งลาวจะเต็มไปด้วยทิวเขายาวเหยียดสีเขียวขจีแสดงให้เห็นชัดเจนว่าที่นั่นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าดงพงไพรขณะที่ฝั่งไทยเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งคงไม่ต้องสาธยายก็คงเดากันถูก
ด้วยความที่เราไปกันเป็นหมู่คณะ โดยทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์เป็นเจ้าภาพ
เขาจึงจัดไกด์มาอำนวยความสะดวกให้กับเราซึ่งพวกเราก็ชื่นชอบเขามาก ชื่อ "คุณคำ
สุลิวงศ์" นอกจากเขาจะพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำแล้ว
เขายังเป็นคนซื่อ ๆ จริงใจ และให้บริการแก่ลูกทัวร์อย่างเป็นกันเอง
คุณคำ ให้ข้อมูลว่าสาวหลวงพระบางส่วนใหญ่หน้าตาดีกิริยามารยาทอ่อนช้อยเพราะเป็นเมืองที่มีเชื้อพระวงศ์อยู่พวกหล่อนจะเป็นคนรักสวยรักงาม
ชอบงานสบายๆ ไม่ถนัดงานลุย ๆ หนัก ๆ ประเภททำไร่ทำนา
แม้จะอยู่หลวงพระบางแค่วันสองวันแต่ก็รับรู้ได้ว่าสาวเมืองนี้สวยจริงและสวยแบบเรียบ ๆ ไม่ได้แต่งแต้มสีสันอะไรที่สำคัญชาวเมืองนี้เป็นกันเองกับนักท่องเที่ยวช่วยเหลือและให้คำแนะนำอย่างดีด้วยความจริงใจ แสดงให้เห็นถึงความโอบอ้อมอารีและความมีน้ำใจของชาวเมืองซึ่งไม่ได้ถูกกระแสทุนนิยมเข้าไปย่างกราย
หลายคนในคณะต่างซึ้งกับน้ำใจงามของผู้คนที่นี่เพราะแม้จะไม่รู้จักกันแต่ก็ยินดีที่จะบริการรับส่งถึงโรงแรม และยังพาทัวร์รอบเมือง
หลวงพระบางเป็นเมืองสวยงามล้อมรอบด้วยขุนเขาใหญ่น้อย มีแม่น้ำโขง (คนลาวเรียก "ของ")
และแม่น้ำคานไหลผ่าน มีประชากรราว 3 แสนคนในตัวเมืองมีคนอาศัยอยู่แค่
4 หมื่นแม้จะเป็นเมืองเล็กแต่ด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยว
จึงมีเกสต์เฮาส์จำนวนมากที่ลงทะเบียนถูกต้อง ประมาณ 70-80 ห้อง ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากบ้านเดิม
ตกราคาคืนละ 5-15 ดอลลาร์ ส่วนโรงแรมมีไม่ถึง
10 แห่งหากเป็นโรงแรมห้าดาวตกคืนละร้อยกว่าดอลลาร์
ถ้าทั่วไป ประมาณ 40-50 ดอลลาร์
เห็นโรงแรมแล้วก็อดชื่นชมผู้บริหารของลาวไม่ได้ เพราะเขาไม่อนุญาตให้สร้างอาคารสูงที่จะบดบังทัศนียภาพของวัดวาอาราม ส่วนใหญ่ให้สร้างแค่ 2 ชั้น เท่านั้น และตกแต่งสไตล์ล้านช้างจุดนี้เองที่ทำให้หลวงพระบางเป็นเมืองที่มีเสน่ห์และดึงดูดนักท่องเที่ยวพวกเราหลายคนถ่ายรูปโรงแรมไว้เพื่อนำมาเผยแพร่
หากคนที่ชอบเมืองสงบ
ๆ เงียบ ๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน รับรองมาเที่ยวที่นี่ไม่ผิดหวัง
ในตัวเมืองช่วงเช้าก็ไม่พลุกพล่าน
ส่วนใหญ่จะขี่จักรยานหรือจักรยานยนต์ รถรามีน้อย และวิ่งกันแบบสบาย
ๆ
พระออกบิณฑบาตตอน
6
โมงกว่าผู้เฒ่าผู้แก่ส่วนมากจะเป็นหญิงออกมาจกข้าวเหนียวใส่บาตรพระกันเป็นประจำบางเส้นทางพระตั้งแถวยาวหลายสิบรูป
โรงแรมไหนที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาพักกันมากแม่ค้าทั้งหลายก็จะมาขายข้าวเหนียวห่อใบตองเพื่อให้ผู้มาเยือนได้ใส่บาตร
พอตกกลางคืนยิ่งค่อนข้างเงียบ มีร้านรวงเปิดอยู่บ้างส่วนใหญ่เป็นร้านที่ให้บริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะร้านอินเตอร์เน็ตหลายร้าน
ร้านอาหารประเภทบาร์เบียร์ แต่ไม่มีสาวเสิร์ฟนุ่งน้อยห่มน้อยเหมือนในบ้านเรา
พอถึงเวลา 5 ทุ่ม ก็ต้องปิด จะเดินเที่ยวตอนกลางค่ำกลางคืนหรือเวลาไหนก็ปลอดภัย ไม่มีปัญหาอาชญากรรมเหมือนบ้านเราจนกระทั่งมีคนไทยเอามาแซวกันว่าคนที่ตกเป็นผู้ต้องหาข่มขืนไม่ต้องถูกขังในเมืองลาวเพราะเขาจับตัวไปประหารชีวิตทันที
ภาพที่เราอดกดชัตเตอร์ไม่ได้ก็คือเด็กนักเรียนชาย-หญิง เดินเท้าไปโรงเรียน
บ้างก็ขี่จักรยานโดยนักเรียนหญิงนุ่งผ้าซิ่นยาว
เป้าหมายแรกของคณะเราคือ
พระราชวังซึ่งอยู่ในตัวเมือง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงหันหน้ามาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ตรงกับพระธาตุพูสีพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี
2447
สมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ จนกระทั่งมาถึงเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนากษัตริย์องค์สุดท้ายของลาวก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ในปี 2518 ซึ่งต่อมารัฐบาลสังคมนิยมประชาธิปไตยประชาชนลาวปรับเปลี่ยนมาเป็นหอพิพิธภัณฑ์ ตัวอาคารเป็นสไตล์ฝรั่งอาณานิคมผสมศิลปะล้านช้าง
ภายในบริเวณพระราชวังด้านหน้าทางรัฐบาลลาวได้สร้าง "หอพระบาง" เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของชาวลาวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งหนักถึง
54 กิโลกรัม ทำด้วยเนื้อทองคำ 90%
พระธาตุพูสีหรือภูษีอยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นอีกจุดหนึ่งที่อยู่ในโปรแกรมนักท่องเที่ยวเรียกว่าต้องไปให้ได้ว่างั้นเถอะ
ไม่เช่นนั้นจะเป็นดังคำกล่าวที่ว่า "ไปยาม (เยี่ยม) นครหลวงพระบาง ถ้าบ่ได้ขึ้นเบิ่งพูสีหรือว่าขึ้นไปไหว้พระธาตุจอมสีเปรียบเสมือนกับว่าบ่ได้เห็นนครหลวงพระบางอย่างแท้จริง"
โดยต้องปืนบันไดถึง 328 ขั้น แต่ก็ไม่หนักหนาเสียเท่าไหร่ เพราะเขามีที่พักเหนื่อยให้ ซึ่งพอได้กลิ่นดอกลั่นทมก็หายเหนื่อยไปได้หน่อย
"จำปา" ถือดอกไม้ประจำชาติลาว ฉะนั้นในเมืองลาวจึงมีต้นลั่นทมเต็มไปหมด
บนยอดสุดของที่นี่จะเห็นทิวทัศน์ของเมืองหลวงพระบางซึ่งตรงตัวเมืองนั้นเป็นบริเวณที่ลำน้ำคานไหลมาบรรจบกันพอดีกับแม่น้ำโขงและต่างจับจองมุมที่จะเห็นพระอาทิตย์ตกดิน
วันรุ่งขึ้นเราไปกันที่ถ้ำติ่งติ่ง หมายถึง "หินงอกหินย้อย"
นั่นเอง หรืออีกชื่อคือ ถ้ำปากอู อันเป็นชื่อแม่น้ำที่ไหลผ่าน
อยู่ห่างจากตัวเมือง 27 กิโลเมตรปกติทางทัวร์จะให้นั่งล่องเรือเที่ยวชมความงามของลำน้ำโขง
แต่พอดีคณะเรามีเวลาน้อย เลยให้นั่งรถไป จากนั้นนั่งเรือข้ามฟากไปยังถ้ำติ่ง
ก่อนจะไปถึงถ้ำติ่งกลางทางเราผ่านหมู่บ้านเล็ก
ๆ แห่งหนึ่ง ชื่อบ้านสร้างไหชาวบ้านที่นี่เคยทำไหมาก่อน แต่ตอนหลังมายึดอาชีพต้มเหล้าขาย นอกเหนือจากการทำนาและทอผ้า
โดยใช้ข้าวเหนียวมาเป็นวัตถุดิบ เป็นเหล้าที่แรงมากถ้ายังไม่นำไปอุ่น ประมาณ
45 ดีกรี ถ้าอุ่นแล้ว 55 ดีกรีเรียกว่าเป็นอาชีพสุจริตที่ทำได้อย่างเปิดเผย
ผิดกับบ้านเราถ้าใครต้มเหล้าเถื่อนถูกตำรวจจับแน่
เสียดายไม่ได้แวะชิม ไม่อย่างนั้นจะบอกให้รู้ว่ารสชาติเป็นยังไงสู้เหล้าเถื่อนบ้านเราได้หรือไม่
นั่งรถต่อไปอีกพักใหญ่ก็ต้องไปนั่งเรือข้ามฟากเพื่อไปยังถ้ำติ่งซึ่งในศตวรรษที่ 16 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชนำพระพุทธรูปสำคัญมาหลบซ่อนเพื่อไม่ให้พม่ามาทำลาย
มีอยู่ 2 ถ้ำ ถ้ำบน (ขึ้นบันไดอีก 200 กว่าขั้น) กับถ้ำล่างมีพระพุทธรูปน้อยใหญ่รวมกันประมาณ
5,000
องค์ บางองค์อายุเก่าแก่กว่า
300 ปีแต่ตอนนี้องค์ไหนที่มีความล้ำค่าและสวยงามชาวบ้านขโมยไปขายหมดแล้วเหลือแต่พระพุทธรูปไม้และพระพุทธรูปที่ไม่มีค่าปัจจุบันก็ยังมีคนนำพระพุทธรูปมาเก็บไว้
ในสมัยที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงการปกครองเจ้ามหาชีวิตทุกพระองค์จะมาสักการะและทำพิธีสรงน้ำพระในวันสงกรานต์
ทิวทัศน์ของที่นี่สวยทีเดียวเต็มไปด้วยทิวเขาเรียงรายกัน
มีลำน้ำโขงไหลผ่านตรงกลางลองนึกภาพดูยามพระอาทิตย์ขึ้นและใกล้ตกนั้นแสงที่ตกลงในสายน้ำจะสวยขนาดไหน
เราเดินขึ้นไปถ้ำบนจนได้เหงื่อแต่ก็คุ้ม เพราะบนเขาลูกนี้ทางการลาวดูแลรักษาอย่างดีมีต้นไม้ขนาดใหญ่ให้เห็นสองข้างทาง
โปรแกรมสุดท้ายของเราคือ
"วัดเชียงทอง" หรือวัดเซียงทองในภาษาลาว เป็นโปรแกรมที่นักท่องเที่ยวจะต้องไปเยือนที่นี่เป็นวัดเดียวในหลวงพระบางที่ไม่ถูกพม่าทำลาย เพราะเป็นวัดที่พม่าอยู่ช่วงเข้ามาทำสงคราม ผู้คนขนานนามว่าเป็นอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาวสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
ระหว่างปี 2102-2103 เป็นวัดที่ได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา
ความงามของวัดนี้เป็นที่เลื่องลือเรา ๆ ท่าน ๆ คงจะเคยเห็นรูปของวัดนี้มากันบ้างแล้วเพราะเป็นวัดที่โด่งดังอันดับหนึ่งของที่นี่
ว่ากันว่าคนที่มาเที่ยวหลวงพระบางแล้วไม่มีใครเคยบ่นว่าผิดหวังเลย
เพราะเขาได้มาเสพความงามตามธรรมชาติ ได้มาพบเห็นผู้คนที่ยังบริสุทธิ์ มีความจริงใจให้กับเพื่อนร่วมโลก
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ จึงไม่สงสัยเลยว่านักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก
ทำไม ถึงหลงใหลเมืองหลวงพระบางนักก็เพราะเสน่ห์ของคนและธรรมชาติที่นี่เป็นสิ่งดึงดูดนั่นเอง
คิดถึงตลาดเช้า
หลวงพระบาง
ภาณุ มณีวัฒนกุล
เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๕๖๙ วันที่
๒๘ เม.ย.- ๔ พ.ค. ๒๕๔๖
ผมว่าคนเคยไปหลวงพระบาง ร้อยทั้งร้อยมักชอบตลาดเช้าที่หลวงพระบางอีกแง่มุมหนึ่ง
นั่นหมายถึง ตลาดเช้าหลวงพระบางได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปแล้ว
ชนิดที่คนเมืองหลวงพระบางเอง และนักท่องเที่ยวบางที (อาจ) ไม่รู้ตัว
เคยได้ยินคนอายุหกเจ็ดสิบปี และสุขภาพแข็งแรงพอไปเที่ยวเมืองหลวงพระบางกลับมาแล้วนั่งน้ำตาไหล
บอกว่า ตลาดเช้าเมืองหลวงพระบาง เหมือนตลาดเช้าที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแกและได้อาศัยอยู่เมื่อสมัยเป็นเด็ก
คนชอบอะไรเก่าๆ คงมีความสุขตาและใจ ที่ได้เห็นและสัมผัสบรรยากาศเดิมๆ ภาพแม่ค้าแม่ขายและคนในตลาดเป็นผู้หญิง
ยังเกล้ายังมวยผม และนุ่งผ้าถุงผ้าซิ่น หิ้วตะกร้า กระเดียดกระจาดกระบุง
เดินจ่ายตลาด เลือกดูสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักผลไม้ต่างๆ
ผมยังไม่แก่ และไม่ใช่คนชอบอะไรที่เก่าๆ แก่ๆ มากนัก แต่พอเห็นตลาดหลวงพระบางด้วยตา
ก็ใจระทึกอยู่เหมือนกัน เพราะมันเหมือนกับที่เคยเห็นแต่รางๆ หรือจำจากบรรยากาศในตัวหนังสือของนักเขียนรุ่นเก่าก่อน
ซึ่งเคยบรรยายสภาพตลาดบ้านนอกเอาไว้
ครั้นพอไปเห็นตลาดหลวงพระบาง บวกกับความจำพวกนั้น ยังมีอยู่บ้าง ก็ทำให้เห็นภาพขึ้นมาได้
จึงประทับใจและขนลุกอยู่เหมือนกัน
สารภาพตามตรงว่า แม้เป็นคนภาคกลางก็จริง ทว่า ดันไปชอบ บรรยากาศของตลาดตามชนบททางภาคเหนือ
เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผมมีโอกาสตะลอนๆ อยู่ทางภาคเหนือของเมืองไทย ยังจำภาพคราวไปเที่ยวตลาดท่าตอน
ตลาดเปียงหลวง เมืองแหง ตลาดเช้าเมือปาย และปางมะผ้า หรือที่แม่สะเรียง ก็ยังจำได้
ตลาดเหล่านี้ดูเหมือนคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน เพราะบางแห่งมีชนพื้นเมืองล้วนๆ บ้างมีชาวไทยภูเขาปะปน
ทว่าที่สุด ตลาดพวกนี้สวยจริงๆ ทั้งสภาพแวดล้อม บรรยากาศ และผู้คน รวมถึงสินค้าที่พ่อค้าแม่ขายเอาออกมาวางบนพื้นบ้าง
วางบนแคร่บ้าง และจำนวนไม่น้อย บรรทุกหลังลา หรือฬ่อ ออกมาจากไร่ จากสวนในป่าลึก
อย่างนี้ไม่สวยได้ไงครับ
แม่ค้าบางรายปูใบตองวางดอกสลิดที่อุตส่าห์จัดเรียงเอาไว้ในกระทงใบตองเขียววาว
บ้างเอาเห็ดนางฟ้าผิวขาวเหมือนเกลือออกมาจัดเรียงบนถาดใบไม้อะไรก็ไม้รู้ ผักกูดเรียงเป็นตับมัดด้วยเชือกกล้วย
โธ่...ไม่กินผมยังซื้อเลย
เมื่อเร็วๆ นี้กลับไปเที่ยวตามเส้นทางเดิมอีกหน ไม่ใช่เพราะอยากไปรื้อความหลังดอกครับ
(ยังไม่แก่ขนาดนั้น) ทว่า ไปเพราะอยากไป ตลาดแถวนั้นเปลี่ยนไปหมดแล้ว
ผมไม่ได้ใจหายหรือเป็นทุกข์ร้อนอะไร ก็คงเพราะรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นไปอย่างนี้กระมัง
กลับมากรุงเทพฯร้อนตับแลบ ผมก็เลยทำตัวเป็นคนแก่ คิดถึงตลาดเช้าที่หลวงพระบาง
ซึ่งไปมาครั้งหลังสุดสักสองสามปีที่ผ่านมา ก็พบว่ายังไม่เปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่ได้เห็นเมื่อเจ็ดปีก่อน
ใครเดินตลาดสดที่ไหนก็ตาม (รวมทั้งเมืองหลวงพระบาง) ต้องตื่นเช้าครับ จะนอนตื่นสาย
หรือนอนกินบ้านกินเมือง ประมาณว่ารอให้ตะวันปลุกเห็นทีไม่ได้เห็น หรือพลาดบรรยากาศตลาดเช้าอย่างไม่ต้องสงสัย
ตลาดเช้าหลวงพระบางนั้น อยู่ใกล้ท่าเรือ (แม่โขง) ด้วย เดินขึ้นจากท่าเรือ
ถ้าตรงไปก็เข้าเมือง สองข้างมีสินค้าวางขายไปตลอด ส่วนมากเป็นพืชผัก ถ้าเลี้ยวซ้ายก็มีแม่ค้าพ่อขายเอาผักปลามาวางขายบนข้างถนนยาวประมาณร้อยเมตร
ส่วนขวามือนั้นเป็นตลาดใหญ่ มีเพิงขายของจำพวกเนื้อสัตว์ ของหมักดอง และเครื่องปรุงอาหารอื่นๆ
รวมทั้งอาหารสำเร็จรูปบางอย่าง ตรงหัวมุมทางขวามือ มีร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ร้านหนึ่ง
ข้างๆ หรือตรงข้ามกันเป็นร้านขายกาแฟ
ใครอยากกินก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารเช้าพร้อมด้วยกาแฟ สองร้านนี้ไม่น่าลอง
อย่างไรก็ตาม ผมอยากเตือนสักหน่อยว่า ก๋วยเตี๋ยวที่ร้านในตลาดแห่งนี้
(หรือแห่งไหนก็ตามในลาว) แม่ค้าใส่ผงชูรสเยอะ
ที่ว่าเยอะนี่นะเยอะจริงๆ ไม่ใช่พูดเล่นพูดขู่ เรียกว่าใส่กันเป็นช้อนชาทีเดียว
(แล้วที่ใส่ลงไปในน้ำต้มกระดูกอีกไม่รู้เท่าไหร่)
จึงขอเตือนว่าใครแพ้หรือไม่กินผงชูรสชนิดเคร่งครัด ให้นั่งดื่มกาแฟร้านตรงข้ามดีกว่า
และเดินไปซื้อขนมที่ทำจาก (แป้ง) ข้าวเหนียวมากิน ไม่ว่าจะเป็นข้าวจี่ ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ
สบายใจสบายปากกว่า
ผมลองกินก๋วยเตี๋ยวครับ บอกแม่ค้าว่าไม่ต้องใส่ผงชูรส ก๋วยเตี๋ยวเนื้อคว(า)ยที่ร้านนี้
เนื้อมันเหนียว เคี้ยวนาน จนลืมตัวคิดว่าเคี้ยวหนังยาง
วันรุ่งขึ้นผมจึงกินก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่เนื้อ ใส่แต่ผัก เยอะแยะไปหมด ทั้งกะหล่ำ
ผักน้ำ ถั่วงอก เท่านั้นไม่พอ เพราะแม่ค้ายกกะละมังผักสดมาวางตรงหน้า แทนคำพูดทำนอง
ว่า ...มีปัญญากินเท่าไหร่ก็เชิญ
เครื่องปรุงรสก๋วยเตี๋ยว นอกจากน้ำปลา น้ำตาล พริกน้ำส้ม ยังมีซอสพริกสีแดงออกส้มแจ๊ด
คนทางโน้นเขาชอบเทลงไปกินผสมก๋วยเตี๋ยว โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวน้ำ
รสชาติเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะผมไม่กล้าลอง
ก๋วยเตี๋ยวดูเหมือนราคาจานละสิบสองหรือสิบห้าบาทนี่แหละครับ จานเบ้อเริ่มเชียว
ผมนั่งกินก๋วยเตี๋ยวและดื่มกาแฟถุงรสเข้ม คือทั้งหวาน มัน และขม สีของมันเข้มจัด
เหมือนกาแฟมอคคา ทว่า นอกนั้นไม่มีอะไรอีกที่เหมือน
กินก๋วยเตี๋ยวมันต้องมองเส้นมองน้ำ ระวังไม่ให้เลอะกระเด็นโดนเสื้อ แต่ดื่มกาแฟ
มันสามารถละเลียดได้ ยกถ้วยขึ้นจ่อปากแล้วใช้สายตากวาดมอง ออกไปนอกร้าน กระดกถ้วยลิ้มรสกาแฟ
มองดูผู้คนและบรรยากาศของตลาดในเมืองหลวงพระบาง
เท่านี้ก็รื่นรมย์