|
สนใจจะไปมาจองได้เลย
...... คลิก
|
|
|
|
ตักบาตรข้าวเหนียว วิถีของคนหลวงพระบางที่ยังผูกพันกับพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น
|
|
|
|
เพราะคนหลวงพระบางเคร่งครัดกับกฎเกณฑ์การ
อนุรักษ์ เมืองของรัฐบาล
สปป.ลาวและองค์การยูเนสโก
หลวงพระบางในรอบ
10 ปีหลังเป็นเมืองมรดกโลกจึงมีความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพน้อยมาก
วัดวาอารามยังคงสงบงาม ไร้วี่แววพุทธพาณิชย์ ส่วนอาคารบ้านเรือนก็ยังคงลักษณะภายนอกไว้เช่นดังเดิม
จะมีเปลี่ยนแปลงก็เพียงพื้นที่ใช้สอยภายใน ที่ในวันนี้อาคารหลายหลังแปรเปลี่ยนเป็นโรงแรม
เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามปกติธรรมดาของเมืองท่องเที่ยวมรดกโลกแห่งยุคโลกาภิวัตน์ |
|
|
|
 |
|
สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสผสมลาวที่หอพิพิธภัณฑ์ฯ
ซึ่งมีคนเปรียบเปรยว่าเป็นฝรั่งสวมชฎา |
|
|
|
|
แต่ด้วยความที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลลาวและยูเนสโกอย่างเคร่งครัด
หลวงพระบางในวันนี้จึงยังคงเต็มไปด้วยความสงบงาม ปราศจากทัศนอุจาด
อย่างตึกทรงโรมัน เสากรีก และป้ายโฆษณาที่รกรุงรัง
ซึ่งเหมาะสำหรับการเดินชิลล์ ชิลล์ หรือขี่จักรยานเนิบๆ
ชมเมืองยิ่งนัก... หลวงพระบาง
เมือง
น่ายล สำหรับจุดชมเมืองหลวงพระบางนั้น
ที่ถือว่าเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมก็คือ
เริ่มต้นจากบริเวณสี่แยกใจกลางเมือง
แล้วไล่เที่ยวเรื่อยไปบนถนนกลางเมือง (ถ.สีสะหว่างวง)
ไปจนสุดถนนที่แม่น้ำคาน ซึ่งถนนสายนี้ถือเป็นถนนเส้นหลักของเมืองที่
2 ฟากฝั่งมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย
โดยจุดแรกที่ไม่น่ามองข้ามก็คือ วัดใหม่สุวันนะพูมาราม
วัดนี้แม้ชาวลาวจะเรียกสั้นๆ ว่า วัดใหม่ แต่ว่าก็เป็นวัดอันเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2337
ในสมัยพระเจ้าอนุรุทธราช ในวันปกติธรรมดา วัดใหม่ดูโดดเด่นด้วย
สิม
(โบสถ์หรือวิหาร)แบบลาวที่มีหลังคาซ้อนชั้นอันอ่อนช้อย
ภายในสิมมี พระเอ้ หรือพระพุทธรูปทรงเครื่องเป็นพระประธานที่ดูขรึมขลัง
ส่วนบานประตูของวัดใหม่ก็งดงามไปด้วยฝีมือการแกะสลักไม้ของ
เพียตัน
(พระยาตัน)
หนึ่งในสุดยอดช่างของลาว ครั้นพอถึงช่วงสงกรานต์
ที่วัดใหม่จะคับคั่งไปด้วยผู้คนที่มาสรงน้ำ พระบาง
พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง
ซึ่งได้อัญเชิญมาจาก หอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง ที่อยู่ใกล้ๆ กับวัดใหม่
และเป็นหนึ่งในไฮไลต์อันน่ายลของหลวงพระบาง หอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบางหรือพระราชวังหลวงเดิม
ในอดีตเป็นพระราชวังหลวงที่พำนักของเจ้ามหาชีวิต
ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ของเมือง ที่พอเดินเข้าไปทิวต้นตาล 2
ข้างทางเดินจะนำสายตาไปสู่อาคารพระราชวังที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสผสมลาว
จนหลายๆ คนเปรียบเปรยพระราชวังหลังนี้ว่าเป็น ฝรั่งสวมชฎา |
|
|
|
อาคารเก่าย่านบ้านเจ๊กที่ยังคงลักษณะภายนอกแบบดั้งเดิมไว้ไม่แปรเปลี่ยน |
|
|
|
ภายในหอพิพิธภัณฑ์ฯ มีการจัดแบ่งเป็นห้องต่างๆ
ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วควรไปสักการะ พระบาง
พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่อยู่ในห้องทางขวามือเอาฤกษ์เอาชัย
หลังจากนั้นใครใคร่ชมสิ่งใดก็เลือกชมกันตามสะดวก
ซึ่งในนี้มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิ
กลองมโหระทึกสำริดจำนวนหลายใบในห้องฮับต้อน
ฝาผนังประดับกระจกสีและบัลลังก์ไม้แกะสลักหุ้มทองคำในท้องพระโรงใหญ่
หอธรรมาสน์ในห้องพิธีการ รวมถึงพระพุทธรูป
ข้าวของเครื่องใช้และโบราณวัตถุอีกมากมาย ตรงข้ามกับหอพิพิธภัณฑ์ฯ เป็น
พูสี
ที่บนยอดนอกจากจะเป็นจุดชมวิวชั้นยอดแล้ว ยังมี
พระธาตุจอมพูสี สีทองอร่ามตาเรื่อเรืองรอง ครั้นพอพ้นผ่านหอพิพิธภัณฑ์ฯ ไปก็จะเข้าสู่
ย่านบ้านเจ๊ก
ที่ในอดีตคือย่านค้าขายและที่อยู่ของคนจีนและเวียดนามที่มาทำงานเป็นลูกมือฝรั่งเศส
คนลาวจึงเรียกย่านนี้ว่า บ้านเจ๊ก มาในวันนี้ย่านบ้านเจ๊กแปรสภาพเป็นร้านอาหาร
ร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟ ร้านอินเทอร์เน็ต ฯลฯ
แต่ว่าลักษณะภายนอกของอาคารก็ยังคงไว้ด้วยสภาพตึกแถวสไตล์โคโลเนียลของฝรั่งเศส
ซึ่งน่าชมไปด้วยผนังปูนสีอ่อนมุงหลังคากระเบื้องดินเผาที่เข้ากันอย่างลงตัวกับเสา
ประตู หน้าต่าง และบัวประดับผนัง
นับเป็นเสน่ห์อันน่ายลอีกอย่างหนึ่งของหลวงพระบางที่ต้องตาโดนใจนักท่องเที่ยวหลายๆ
คน |
|
|
|
วัดแสน
โดดเด่นไปด้วยสิมอันสวยงามและมีพระยืนหนึ่งเดียวในเมืองหลวงพระบาง |
|
|
|
ของดีอีกอย่างหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านบ้านเจ๊กก็คือ
เฮือนมรดกเชียงม่วน
เรือนคหบดีโบราณตามแบบฉบับลาวแท้ๆ
ที่ว่ากันว่าเก่าแก่และคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดในหลวงพระบาง
แต่น่าเสียดายว่าเฮือนมรดกฯ ไม่ได้อยู่ติดถนน
ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ค่อยสนใจเท่าที่ควร ผมเดินผ่านถนนกลางเมืองมาได้ค่อนข้าง ช่วงท้ายๆ
ของถนนสายนี้มีวัดให้ชมหลายวัด อาทิ วัดสบ วัดสีบุนเฮือง วัดสีมงคน
วัดคีลี
วัดปากคาน สำหรับวัดที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษในกลุ่มวัดแถวนี้ก็คือ
วัดแสนสุขาราม
หรือวัดแสน
เพราะวัดนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนหนึ่งเดียวในตัวเมืองหลวงพระบาง
ซึ่งคนหลวงพระบางเรียกว่า พระเจ้า 18 สอก (ภาษาลาว) เพราะสูง 18 ศอก
ส่วนสิมของวัดแสนนั้นก็มีการประดับตกแต่งอย่างงดงามด้วยลวดลายหลากหลายรูปแบบ เลยวัดแสนขึ้นไปหน่อยมีทางเลี้ยวซ้ายไปวัดเชียงทอง
สุดยอดแห่งสถาปัตยกรรมล้านช้างที่สวยงามที่สุดในหลวงพระบาง
ใครที่มาเที่ยวหลวงพระบาง (ต้อง)
ไม่ควรพลาดการชมวัดนี้ด้วยประการทั้งปวง...(ติดตามตามอ่านเรื่องราวของวัดเชียงทองได้ในตอนหน้า) |
|
|
|
เฮือนมรดกเชียงม่วน
เรือนคหบดีโบราณตามแบบฉบับลาวแท้ๆ |
|
|
|
หลวงพระบาง
คน
น่ารัก แม้ว่าหลวงพระบางจะมากไปด้วยวัด วัง
และอาคารบ้านเรือนในรูปแบบดั้งเดิมที่มากมายไปด้วยเสน่ห์ชวนมอง
แต่ว่าหากปราศจาก คนหลวงพระบาง แล้ว
เสน่ห์ของเมืองนี้จะดูด้อยลงไปถนัดตา คนหลวงพระบางใช้ชีวิตอย่างสงบ เรียบง่าย ทำไร่นา ปลูกผัก หาปลา
เลี้ยงสัตว์ ท่ามกลางความสุขตามอัตภาพของวิถีชีวิตพอเพียง
ที่ไม่ต้องดิ้นรนแก่งแย่งแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายตามกระแสแห่งโลกทุนนิยม คนหลวงพระบางผูกพันมั่นคงและแนบแน่นในพุทธศาสนา โดยทุกๆ
เช้าตรู่ในหลายๆ
บ้านจะมีญาติโยมพากันออกมาตักบาตรข้าวเหนียวให้กับพระภิกษุสงฆ์ที่ออกบิณฑบาตเป็นแถวยาวเหยียดนับร้อยรูป
ทำให้หลายๆ คนขนานนามหลวงพระบางว่าเป็น
ธรรมมิกสังคมนิยม
แห่งสุดท้าย เพราะ
สปป.ลาวเป็นประเทศสังคมนิยม |
|
|
|
หากเมืองหลวงพระบางไร้ซึ่งคนหลวงพระบางเสน่ห์ของเมืองนี้จะดูด้อยไปถนัดตา |
|
|
|
คนหลวงพระบางเก่งในการประยุกต์สองสิ่งต่างขั้วให้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างสวยงาม
ไม่ว่าจะเป็นแม่หญิงหลวงพระบางที่ดูงดงามมีสีสันไปด้วยเสื้อแขนกุด
สายเดี่ยว และเสื้อยืดรัดรูปตามสมัยนิยม
ผสมกับการนุ่งซิ่นตามแบบฉบับชาวลาว
ดิสโก้เธคในหลวงพระบางที่นอกจากจะมีการแดนซ์กระจายคล้ายเมืองบางกอกแล้ว
ยังมีการรำวงและการเต้นบาสล็อปแบบลาวสลับไปมาอย่างกลมกลืนและสนุกสนาน คนหลวงพระบางภาคภูมิใจในบ้านเมืองของตนเอง คนหลวงพระบางสนุกสนาน ร่าเริง เปิดเผย และรุ่มรวยไปด้วยน้ำใจ
ที่หากใครได้คบหาและพูดคุย
ก็จะได้พบกับน้ำมิตรไมตรีที่จริงใจไร้การเสกสรรปั้นแต่ง คนหลวงพระบาง ฯลฯ ซึ่งสำหรับผมแล้วคนหลวงพระบางถือเป็นเสน่ห์อันสูงสุดของเมืองหลวงพระบาง
เมืองเล็กๆ
ที่ผู้คนมีจิตใจงดงามเหลือหลาย... *
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
* * * * * * * * * * *
* หลวงพระบาง
ตั้งอยู่ทางเหนือของสปป.ลาว อดีตเคยเป็นนครหลวงของอาณาจักรลานช้าง
ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี
พ.ศ. 2538
ใช้เงินกีบเป็นหลักในการซื้อขายโดย 1 บาท ประมาณ 250 กีบ
แต่สามารถใช้เงินบาทได้
คนไทยสามารถเข้าหลวงพระบางได้โดยไม่ต้องทำวีซ่า |